วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2559

เรื่องเล่าของผ้าพันคอ

 ขอบคุณภาพจาก www.sugaryb.com
เรื่องเล่าของผ้าพันคอ
        แปลกแต่เป็นความจริงที่ทั้งคุณผู้หญิง และคุณผู้ชายต่างก็ใช้ผ้าพันคอ จากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียนที่ได้อ่านมาจากบนความและนิตยสาร เล่ากันว่าผ้าพันคอนั้นมีมาตั้งแต่ยุคโบราณสมัยอียิปต์ เรื่อยมาถึงโครเอเชีย ทั้งจีนและฝรั่งเศสต่างก็มีวัฒนธรรมการใช้ผ้าพันคอ

        ก่อนคริสต์ศักราช 1350 ปี พระราชินีเนเฟอร์ติติแห่งอิยิปต์ทรงใช้ผ้าพันคอสามเหลี่ยมที่ทออย่างดีโพก ศีรษะ ต่อมาปี 230 ก่อนคริสต์ศักราชเช่นกัน ในสงครามของจีนกษัตริย์ได้ใช้ผ้าพันคอเพื่อบอกตำแหน่งของทหาร ในทศวรรษที่ 10 หลังคริสต์ศักราช ชาวโรมันใช้ผ้าลินินคาดเอวหรือคอ เพื่อวัตถุประสงค์ในการซับเหงื่อ และตั้งแต่ยุคกลางของคริสต์ศักราชนั้น เริ่มใช้ผ้าพันคอเป็นแฟชั่นนิยม ผ่านมาถึงคริสต์ศักราช 1600 ทหารรับจ้างชาวโครเอเชียได้ใช้ผ้าพันคอเป็นเครื่องหมายบ่งบอกระดับชั้นของ ทหาร ต่อมาในยุคของพระเจ้านโปเลียนมหาราชผู้ยิ่งใหญ่ได้ทรงส่งผ้าพันคอแคชเมียให้ ภรรยาคนแรกจากอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศตวรรษที่17 ประเทศมหาอำนาจทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส เริ่มนำผ้าพันคอมาใช้โดยมีความหลากหลายมากขึ้นทั้งเนื้อผ้า และรูปแบบการพันผ้าพันคอ ซึ่งจะเห็นได้จากคอที่ใช้ผ้าผูกเป็นชั้นๆ สามารถหาดูได้จากรูปภาพ ภาพเขียนในพิพิธภัณฑ์ หรือภาพยนต์ย้อนยุคต่างๆ

        ในปี 1837 ผู้นำแฟชั่นของฝรั่งเศสก็โด่งดังมาจากผ้าพันคอผ้าไหมลายกราฟิก ในปีเดียวกันนั้น พระราชินีวิคตอเรียทรงหันมานิยมใช้ผ้าพันคอเป็นเครื่องประดับ ซึ่งแสดงถึงชนชั้นสูง กลาง และล่างจากผ้าพันคอเช่นกัน ต่อเนื่องมาจนถึงต้นคริสต์ศักราชที่ 19 ได้เริ่มนิยมทักผ้าพันคอ โดยกลายมาเป็นสิ่งปลุกใจให้รักชาติในสงครามของสหรัฐ ต่อมาผ้าพันคอขนสัตว์ก็ถือว่าเป็นแฟชั่นของชั้นสูงของฝรั่งเศส ในช่วงปี 70 ซึ่งเป็นยุคดิสโก้เสื้อผ้าอาภรณ์จึงออกไปในแนวพริ้วไหว เพื่อสอดรับกับการเต้นในสมัยนั้น ผ้าพันคอจึงนิยมถูกนำมาโพกศีรษะ คาดเอวหรือหน้าอก ในยุคปี 2004 ฝรั่งเศสได้ผ่านกฎหมายให้นักเรียนที่เป็นมุสลิมโพกผ้าคลุมศีรษะไปโรงเรียน ตามธรรมเนียมของศาสนาอิสลามได้ ซึ่งผ้าพันคอของศาสนาอิสลามเรียกว่าฮิญาบที่แปลว่าปิดกั้น ในศาสนาอิสลามบัญญัตไว้ว่าให้ผู้หญิงสวมผ้าคลุมผมจนปิดหน้าอก เพื่อเป็นการปกปิดร่างกายให้มิดชิดแสดงถึงความสำรวม และเหตุผลอื่นๆ ตามศาสนากำหนด

        กล่าวได้ว่าผ้าพันคอถูกนำไปใช้ในรูปแบบต่างๆ ทั่วทุกทวีปของโลก อย่างในเอเชียจะสืบสาวความเก่าแก่ของการใช้ผ้าพันคอได้จากล่องลอยของประวัติ ศาสตร์การผูกผ้าพันคอของรูปปั้นกองทัพทหารสมัยก่อนในประเทศจีน จึงถือได้ว่าผ้าพันคอนั้นมีมาเนิ่นนานแล้ว อาจจะแตกต่างกันบ้างในการใช้หรือรูปแบบ บางครั้งยังแสดงออกมาในเชิงสัญลักษณ์ทั้งชายและหญิง ผ้าพันคอแต่ละแบบ แต่ละที่ แต่ละวัตถุประสงค์ต่างก็มีประวัติ ซึ่ง SugaryB เองเราก็มีที่มาที่ไปเช่นกัน ซึ่งเราจะนำมาเล่าเมื่อมีโอกาสเหมาะสม

ขอขอบคุณทุกท่านสำหรับการติดตาม

Pin SugaryB

วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2559

ผ้าพันคออยู่คู่กับผู้หญิงทุกยุคสมัย


ขอบคุณภาพจาก www.sugaryb.com

  เชื่อแน่ว่าผ้าพันคอ ( Scarf ) เป็นของสะสมของหลายๆ คน ผ้าพันคอนั้นมีเริ่องราวเล่าขานมาเนิ่นนานแล้ว สาวๆ ทุกยุคทุกสมัยต่างก็มีไว้ใช้ในโอกาสต่างๆ จัดเป็น Accessory ชิ้นหนึ่งที่ประดับร่างกายตามแฟชั่นก็ได้ เพื่อห่อหุ้ม ( wrap ) ร่างกายคายความหนาวก็ได้ ในหลายๆ ประเทศทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกต่างก็ใช้ประโยชน์จากผ้าพันคอนานับประการ อาทิเช่น

         1)  ใช้พันรอบคอเพื่อความอบอุ่น 
         2)  โพกศีรษะเป็นแฟชั่น ช่วยเก็บผมโชว์หน้าสวยๆ 
         3)  ผูกเป็นโบว์กิ๊บเก๋ได้หลายๆ สไตล์
         4)  คลุมไหล่ปกปิดเสื้อผ้าบางๆ 
         5)  ผูกเป็นผ้าคล้องคอของสาวๆ ยามใส่บิกินนี่ไว้ข้างใน
         6)  ผูกเป็นเสื้อเกาะอก หรือเกาะสะโพกยามนอนอาบแดดช่วง Summer
         7)  ผูกเป็นการเป็นงานที่เป็นทางการยามประชุมกับทีมงานตามสไตล์ working women
         8)  ใช้คลุมไหล่ ( Shawl ) ออกงานราตรีก็ได้
         9)  โพกผ้าพันคอกันความร้อน หรือตามแต่วัฒนธรรมก็ได้

         นอกจากนี้แล้วการเลือกเนื้อผ้าของผ้าพันคอก็มีความสำคัญมากทีเดียว เลือกผ้าพันคออย่างไรให้เหมาะกับกาละเทศะ หรือโอกาสต่างๆ ล้วนแล้วแต่ท้าทายคุณสาวๆ จริงๆ นะคะ ผ้าพันคอบางชนิดโปร่งบางดูดซับน้ำ ซึ่งถ้าเหงื่ออกก็จะแนบติดตัว มีข้อดีก็คือแห้งเร็ว ส่วนผ้าหนาถ้าหน้าหนาวก็จะสำคัญมาก ช่วยปกป้องบริเวณคอให้อบอุ่น แต่พอหมดฤดูหนาวก็ต้องเก็บไว้ใต้ลิ้นชักตู้เสื้อผ้า ไว้เจอกันใหม่ winter ปีหน้านะจ๊ะ ดังนั้นเนื้อผ้าแต่ละชนิดจึงสำคัญจริงๆ ขึ้นอยู่กับสถานที่ โอกาสที่ใช้ อากาศร้อนอากาศหนาว หรือแม้แต่กันแดดและอื่นๆ อีกมากมาย ผ้าพันคอจึงกลายมาเป็นของสะสมอย่างไม่รู้ตัว และเป็นของประจำตัวของสาวๆ หลายๆคน หรือคุณแฟนสาวของพวกคุณขึ้นมาแล้วสิคะ 
          ผ้าพันคอ SugaryB เป็นผ้าพันคอเกรดพรีเมียมอย่างดีเนื้อผ้าไม่หนาไม่บางจนเกินไป อยู่ตัวไม่ยับง่าย สีไม่ตก ผ่านเทคนิคจากกระบวนการผลิตหลายขั้นตอนที่ซับซ้อนและทันสมัย เพื่อไม่ให้ผ้าพันคอหดตัว ทำให้ผ้าพันคอ Super Satin ของเรานั้น จึงมีความนุ่นลื่นเบาสบายเกาะร่างกาย ไม่ลื่นและหนักจนเกินไป SugaryB เป็นน้องใหม่ในวงการผ้าพันคอ หากแต่เราศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นอย่างดี เราจึงเอาใจใส่สินค้าทุกชิ้นอย่างตั้งใจทุกรายละเอียด จึงขอฝากคุณให้โอกาส SugaryB ได้นำเสนอศิลปะบนลายผ้าที่มีคุณภาพต่อคนที่คุณรักและตัวคุณเองด้วยนะคะ นอกจากนั้นทีมงานขอน้อมรับคำติชมจากทุกท่าน เพื่อนำมาปรับปรุง พัฒนาสินค้าเพื่อคุณลูกค้าที่รักพึ่งพอใจอย่างที่สุด

ขอบคุณค่ะ

Pin SugaryB
10/03/16

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2558

เครื่องอ่านบาร์โค้ด ยี่ห้ออะไรดี?

       ตามหัวข้อของบทความนี้หลายท่านไม่น้อยที่กำลังเลือกซื้อ เครื่องอ่านบาร์โค้ด แล้วไม่รู้จะเลือกซื้อยี่ห้อไหนดี วันนี้บล็อคเกอร์มีคำตอบให้ครับ

      มาเริ่มกันเลยครับ...หลายท่านคงหาข้อมูล เครื่องอ่านบาร์โค้ด ใน Google จนปวดหัว ไม่รู้จะเลือกยี่ห้อไหนดีข้อมูลเต็มไปหมด อ่านสเปคแล้วก็ไม่เข้าใจ เอาอย่างนี้ครับบล็อคเกอร์จะไม่อธิบายให้เยิ่นเย้อเอาแบบสรุปๆ ด้วยประสบการณ์ที่อยู่ในวงการนี้มากกว่า 17 ปี จะเลือกให้เลยก็แล้วกันนะครับ โดยบล็อคเกอร์จะเลือกสินค้าตามประเภทของผู้ใช้งาน ประเภทละ 1 รุ่นเท่านั้น แต่สิ่งที่บล็อคเกอร์เลือกไม่จำเป็นต้องเชื่อนะครับ ถ้าท่านมีประสบการณ์มาพอสมควรก็สามารถเลือกซื้อได้ตามประสบการณ์ของท่าน และสิ่งที่บล็อคเกอร์เลือกก็ไม่ได้หมายความว่ายี่ห้ออื่นหรือรุ่นอื่นไม่ดี แต่บล็อคเกอร์เลือกจากประสบการณ์ใช้งานจริงและการทดสอบสินค้า เริ่มกันเลยนะครับ

สำหรับผู้เริ่มต้นใช้งาน

    สำหรับผู้เริ่มต้นใช้งาน ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจ SME เป็นช็อปหน้าร้านแล้วมีระบบ POS ไว้คิดเงินลูกค้า สำหรับประเภทนี้แล้วส่วนใหญ่บาร์โค้ดที่นำมาใช้งานจะเป็นบาร์โค้ดที่พิมพ์สำเร็จบนตัวบรรจุภัณฑ์ของสินค้าแล้ว และส่วนใหญ่บาร์โค้ดประเภทนี้จะถูกทดสอบขนาด Ratio มาเรียบร้อยแล้ว ทำให้บาร์โค้ดประเภทนี้อ่านได้ไม่ยากเย็นนัก ดังนั้นกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องเลือกเครื่องอ่านบาร์โค้ดที่มีสเปคสูงมากนัก แค่เลือกชนิดที่รองรับการใช้งานได้ทุกวันก็เพียงพอแล้ว ส่วนเรื่องความเร็วสำหรับธุรกิจ SME คงไม่จำเป็นต้องใช้ความเร็วในการอ่านสูงเหมือนซุปเปอร์เก็ต แต่หากท่านมี Budget มากพอก็ตามใจชอบเลยครับ ในกลุ่มนี้บล็อคเกอร์ขอเลือก Mindeo MD2000

เครื่องอ่านบาร์โค้ด Mindeo MD2000
สาเหตุที่เลือกรุ่นนี้
1. ราคาพันต้นๆ เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นใช้งาน
2. ความเร็วในการอ่าน 200/ครั้งวินาที ปกติมาตรฐานจะอยู่ที่ 100ครั้ง/วินาที
3. เครื่องรุ่นนี้สามารถตกกระแทกพื้นคอนกรีตได้สูงถึง 2 เมตร ยี่ห้อทั่วไปได้แค่ 1.2 เมตร
4. อ่านบาร์โค้ดได้ละเอียดถึง 3 มิล มาตรฐานบาร์โค้ดทั่วไปอยู่ที่ 5 มิล

แค่นี้ก็เพียงพอสำหรับผู้เริ่มต้นใช้งานแล้วครับ


สำหรับผู้ที่ชอบสินค้ามีแบรนด์คุณภาพดีๆ ราคาไม่แรง

      สำหรับผู้ใช้งานบาร์โค้ดมาซักระยะและปริมาณการใช้งานเพิ่มมากขึ้น ท่านคงต้องการ เครื่องอ่านบาร์โค้ด ที่ใช้งานได้ทนทานมากขึ้นและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น สามารถอ่านบาร์โค้ดชำระค่าสาธารณูปโภค หรือค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งเป็นบาร์โค้ดที่มีความยาวมากๆ และยังได้ภาพลักษณ์ของยี่ห้อที่อยู่ในตลาดมายาวนานก็ต้องรุ่นนี้เลยครับ Symbol LS2208



สาเหตุที่เลือกรุ่นนี้
1. เป็นรุ่นที่ขายในตลาดมามากกว่า 10 ปี ผ่านการแก้ปัญหาต่างๆ จนหมดแล้ว
2. วัสดุที่ใช้ในการผลิตออกแบบมาให้ใช้งานได้มากกว่า 5 ปี
3. เป็นแบรนด์ที่มีภาพลักษณ์ดี รุ่นบุกเบิกของวงการบาร์โค้ด
4. เฟิร์มแวร์ถอดรหัสบาร์โค้ดได้เร็วมาก พัฒนามามากกว่า 10 ปี
5. ราคาสมเหตุสมผล ประมาณ 3 พันต้นๆ แพงกว่านี้อย่าซื้อ


สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนครั้งเดียวใช้ได้นานๆ ราคาสมเหตุสมผล

      หลายท่านจะลงทุนอะไรก็อยากลงทุนทีเดียวให้จบเลย อยากได้ทนๆ ใช้งานได้หลากหลายชนิด ไม่ต้องซื้อเปลี่ยนกันบ่อยๆ ยี่ห้อไม่เน้นมาก ขอดีๆ ราคาไม่แรงก็ต้องรุ่นนี้เลยครับ Mindeo MD2230AT+

เครื่องอ่านบาร์โค้ด Mindeo MD2230AT+

สาเหตุที่เลือกรุ่นนี้
1. ตัวเครื่องออกแบบภายใต้มาตรฐาน IP52 กันฝุ่นกันหยดน้ำ
2. ความเร็วในการอ่าน 200 ครั้ง/วินาที มาตรฐานคือ 100 ครั้ง/วินาที
3. เครื่องรุ่นนี้สามารถตกกระแทกพื้นคอนกรีตได้สูงถึง 4 เมตร สุดๆกันไป
4. เฟิร์มแวร์ถอดรหัสบาร์โค้ดถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่องทั้งงานไปรษณีย์ ชำระบิลต่างๆ และระะบ POS
5. เห็นทนทานขนาดนี้ ราคาไม่แรงอย่างที่คิด ค้นหาในกูเกิ้ลก็เจอครับ

   มีการทดสอบโยนเครื่องอ่านบาร์โค้ดขึ้นฟ้าแล้วตกกระแทกพื้น กะคร่าวๆน่าจะมากกว่า 4 เมตร ลองไปดูนะครับว่าจะพังหรือเปล่า



สำหรับบทความนี้ก็ขอจบแต่เพียงเท่านี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจเลือกซื้อ เครื่องอ่านบาร์โค้ด ไม่มากก็น้อยนะครับ

วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555

Book Review หมาน้อยสอนรวย

Book Review : หมาน้อยสอนรวย by NBooKing


สรุปเนื้อหา
                หนังสือ หมาน้อยสอนรวยเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กหญิงที่ชื่อ คิร่าที่อยากเลี้ยงสุนัข แล้ววันหนึ่งได้สุนัขพันธุ์ลาบราดอร์สีขาวที่บาดเจ็บมารักษาและเลี้ยงไว้ โดยคิร่าตั้งชื่อมันว่า มันนีเจ้ามันนีมันสามารถพูดกับคิร่าได้โดยพูดผ่านทางความคิดโดยตรงทางสมอง แต่เจ้ามันนีจะพูดกับคิร่าเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับเงินเท่านั้น มันนีได้สอนคิร่าให้สร้างความฝันของตนเองโดยการทำกระปุกความฝันและอัลบั้มความปรารถนา เพื่อกระตุ้นให้เราบรรลุถึงสิ่งที่ปรารถนา เจ้ามันนียังได้สอนกฎพื้นฐาน 4 ข้อสำหรับคนที่มีหนี้สินดังนี้ 1) โยนบัตรเครดิตทิ้งให้หมด 2) ให้เลือกอัตราผ่อนชำระที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ 3) จงออมเงินไว้ 50% ของเงินที่มี ส่วนอีก 50% นำไปจ่ายหนี้อุปโภคบริโภค และ 4) มันจำเป็นแน่หรือไม่ ที่จ่ายเงินออกไป จนในที่สุดคิร่าก็สามารถตั้งชมรมนักลงทุน พ่อมดการเงินลงทุนในกองทุนหุ้นประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

ความคิดเห็นต่อหนังสือ

                ข้อดี: เป็นหนังสือที่เดินเรื่องสนุกสนานไม่น่าเบื่อเหมือนตำราวิชาการเงิน เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจเรื่องการเงินแต่ไม่ชอบวิชาการเงิน เนื้อหาสอนให้รู้จักการแบ่งปันเงินสำหรับเก็บออม ชำระหนี้ และการลงทุน ในเรื่องการลงทุนควรจะลงทุนอย่างปลอดภัย เงินลงทุนควรได้ผลตอบแทนมากๆ และการลงทุนต้องเข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน และหนังสือเล่มนี้ยังสอนให้เราตั้งเป้าหมายกับสิ่งที่เราปรารณา โดยการทำให้คิดเป็นภาพไม่คิดเป็นตัวหนังสือ เพื่อให้เกิดแรงกระตุ้นให้เราสมดังปรารถนา

                ข้อเสีย: ในส่วนของกฎพื้นฐาน 4 ข้อสำหรับคนที่มีหนี้สินนั้น ข้อที่ 1 และ 4 ผมเห็นด้วย แต่ข้อ 2 และ ข้อ 3 ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไรนัก เพราะการเก็บออมถึง 50% เป็นการเก็บออมที่เกินพอดีไป เท่ากับเกิดมาใช้ชีวิตได้เพียงครึ่งเดียว (เก็บไปให้ใครเยอะแยะ) และการเลือกอัตราผ่อนชำระที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่น่าจะถูกต้องนัก (คนปล่อยกู้นอนตีพุงสบาย) ควรจะชำระให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยมีข้อแม้ว่าต้องไม่กระทบต่อสภาพคล่องของเราเอง แต่หนี้สินบางอย่างเร่งจ่ายไปก็ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไร เช่น หนี้สินผ่อนรถมือหนึ่ง อีกสิ่งหนึ่งที่หนังสือเล่มนี้ไม่ค่อยพูดถึงก็คือเงินสำรองฉุกเฉิน ว่าควรจะวางแผนและดำเนินการอย่างไร เพื่อความมั่นคงทางการเงิน

วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2554

อยากพิมพ์บาร์โค้ด ต้องเริ่มต้นอย่างไร?

หลายคนที่ต้องการพิมพ์บาร์โค้ดแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ผมมีคำตอบให้ครับ ก่อนอื่นเมื่อต้องการจะพิมพ์ก็ต้องนึกถึงเครื่องพิมพ์เป็นอันดับแรก สำหรับผมแล้วเครื่องพิมพ์ที่เหมาะสมกับการพิมพ์บาร์โค้ดมากที่สุดก็คือ "เครื่องพิมพ์บาร์โค้ด" ถามว่าทำไมต้องเป็นเครื่องพิมพ์บาร์โค้ด ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าสำหรับพิมพ์บาร์โค้ดโดยเฉพาะ ผมจะไม่บอกว่าเครื่องพิมพ์ชนิดอื่นไม่เหมาะสมอย่างไร แต่ผมจะบอกข้อดีของเครื่องพิมพ์บาร์โค้ดว่าดีอย่างไรดังนี้
  1. เครื่องพิมพ์บาร์โค้ดสามารถพิมพ์บาร์โค้ดได้ตามมาตรฐานและอ่านค่าบาร์โค้ดได้อย่างถูกต้อง เนื่องจากเครื่องพิมพ์ถูกป้อนคำสั่งให้คำนวณข้อมูลและสัดส่วนของแท่งบาร์ให้ได้ตามมาตรฐานของบาร์โค้ดแต่ละชนิด ลองคิดดูนะครับ หากพิมพ์บาร์โค้ดออกมาได้แต่อ่านด้วยเครื่องอ่านไม่ได้บาร์โค้ดก็หมดประโยชน์ ใช้ได้แต่เพียงสินค้านี้ก็มีบาร์โค้ดเหมือนกัน
  2. มีความแม่นยำในการพิมพ์ ตรงตามตำแหน่งที่กำหนดในฉลากสินค้า เนื่องจากใช้เซ็นเซอร์ในการตรวจเช็คขนาดของฉลากก่อนการพิมพ์ทุกครั้ง หากสินค้าแต่ละชนิดมีการพิมพ์ฉลากบาร์โค้ดที่ไม่เหมือนกันเลย เบี้ยวซ้ายบ้าง ขวาบ้าง ลูกค้าจะรู้สึกอย่างไรกับสินค้าคุณ
  3. มีความเร็วในการพิมพ์สูงกว่าเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีอื่น อันนี้ก็ง่ายๆ งานเสร็จเร็วใครๆ ก็ชอบ


เหตุผลเท่านี้ก็คงจะเพียงพอแล้วนะครับ ทีนี้มาดูวิธีเลือกเครื่องพิมพ์บาร์โค้ดกันว่าต้องดูอะไรบ้าง สมมุติว่าคุณเพิ่งใช้งานบาร์โค้ดซึ่งมีปริมาณงานพิมพ์ไม่มากนักก็ให้ดูดังนี้



  1. เลือกเครื่องพิมพ์ขนาดตั้งโต๊ะไม่จำเป็นต้องเลือกถึงรุ่นอุตสาหกรรม ซึ่งราคาก็ประมาณ 1-2 หมื่นบาทหรือมากกว่านั้นแล้วแต่คุณสมบัติ
  2. ควรเลือกรุ่นที่สามารถใช้ริบบ้อนบาร์โค้ดได้ เพราะจะสามารถพิมพ์ได้ทั้งแบบไม่ใช้ริบบ้อนและใช้ริบบ้อน (ต้องระวังนะครับอย่าเห็นแก่ของถูก)
  3. บอกผู้ขายไปเลยครับว่าขอเป็นรุ่นที่ใส่ริ้บบ้อนแกน 1 นิ้วเท่านั้น (สำคัญ สำคัญ) เพราะริบบ้อนแกน 1 นิ้วราคาจะถูกกว่า 1/2 นิ้ว
  4. ก่อนซื้อคุณสามารถขอผู้ขาย Demo สินค้าได้ เพราะผู้ขายส่วนใหญ่จะมีบริการนี้อยู่แล้ว แล้ว Demo เพื่ออะไร ก็ให้ดูเรื่องความคมชัดของงานพิมพ์ คุณว่าสำคัญไหมล่ะ ถ้าใช่ก็ยอมเสียเวลาหน่อย เพราะบางรุ่นกว่าจะปรับให้คมชัดก็ต้องลดความเร็วในการพิมพ์เกือบต่ำสุด สำหรับผมแล้วควร Setup เครื่องพิมพ์ให้มีความเร็วในการพิมพ์ระดับกลางๆ ของความสามารถเครื่องพิมพ์ เช่น เครื่องพิมพ์มีคุณสมบัติพิมพ์ได้ 2 นิ้วถึง 6 นิ้วต่อวินาที ก็ให้ Set ไว้ที่ความเร็ว 4 นิ้วต่อวินาทีก็พอ เพื่อถนอมหัวพิมพ์ให้ใช้ได้นานๆ
  5. ต้องถามราคาหัวพิมพ์ด้วย เพราะเทคโนโลยีนี้หัวพิมพ์ถือเป็นวัสดุสิ้นเปลือง แต่สำหรับรุ่นตั้งโต๊ะจะไม่ค่อยพบปัญหาหัวพิมพ์เหมือนรุ่นอุตสาหกรรมเพราะอันนั้นเขาพิมพ์เยอะจริงๆ ไม่ต้องห่วงมากนักหากใช้อย่างถูกวิธี มันก็เหมือนกับหลอดไฟซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะขาดวันไหน ถ้าใช้มากก็ขาดเร็วก็เท่านั้นเอง
  6. เรื่องโปรแกรมบาร์โค้ดไม่ต้องห่วงว่าจะต้องเสียตังค์เพิ่มเพราะเดี๋ยวนี้เขาแถมมาพร้อมกับเครื่อง แต่ก็อย่าเพิ่งดีใจไปว่ามีโปรแกรมแล้วจะพิมพ์กับเครื่องพิมพ์อะไรก็ได้เพราะผู้ผลิตเขาล็อคไว้พิมพ์กับเครื่องของเขาเท่านั้น
  7. หาซื้อเครื่องอ่านบาร์โค้ดไว้ซักเครื่องนะครับ เพื่อสุ่มตรวจสอบงานพิมพ์ อย่าไว้ใจอะไร 100%
พอเราได้เครื่องพิมพ์แล้วสิ่งที่สำคัญอีกอย่างก็คือ "ฉลากบาร์โค้ด" และ "ริบบ้อน" ผมจะพูดถึงกรณีงานพิมพ์ที่ใช้ริบบ้อนเท่านั้นเพราะคนส่วนใหญ่ใช้แบบนี้กัน กรณีที่ไม่ใช้ริบบ้อนคุณต้องใช้ฉลากที่เรียกว่า Direct Thermal (เทคโนโลยีเหมือนกระดาษเครื่อง Fax ชนิดม้วน) และฉลากชนิดนี้เก็บไว้ได้ไม่นานคุณภาพงานจะจางลงซึ่งเหมาะสมกับสินค้าอายุสั้น เช่น ผักผลไม้ เป็นต้น
มาเข้าเรื่องฉลากที่ต้องใช้ริบบ้อนพิมพ์ดีกว่า ซึ่งในท้องตลาดส่วนใหญ่จะเลือกใช้อยู่ 2 ชนิดคือ Thermal Tansfer และ SemiGloss ผมขอแนะนำคุณเลยนะครับว่าใช้แค่ SemiGloss ก็เพียงพอแล้วครับ ราคาก็ถูกกว่า แต่ถ้าคุณอยากได้คุณภาพงานพิมพ์ที่สวยงามขั้นเทพก็ Thermal Transfer ครับ ซึ่งฉลาก SemiGloss ในท้องตลาดบางผู้ผลิตก็เรียกว่า Art ก็เอาเป็นว่าชอบแบบไหนเรียกแบบนั้นก็แล้วกัน สิ่งที่คุณต้องคำนึงถึงสำหรับเรื่องฉลากนั้นก็คือ "กาว" คุณต้องลองเอามาติดกับชิ้นงานและทิ้งไว้ซัก 1-2 อาทิตย์หรือมากกว่านั้น เพื่อทดสอบว่าฉลากหลุดร่อนหรือไม่อย่างไร แต่บางครั้งก็ต้องดูพื้นผิวที่เราเอาฉลากไปติดประกอบการพิจารณาด้วย เช่น ความเรียบของพื้นผิว ฝุ่น แป้ง น้ำมัน เป็นต้น เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการยึดเกาะของฉลาก

       หลังจากเลือกฉลากได้แล้ว ก็มาถึงคิวของริบบ้อน กรณีใช้ฉลากชนิด SemiGloss (Art) คุณต้องใช้ริบบ้อนชนิด Wax หรือ Wax-Resin เท่านั้น แต่ส่วนใหญ่จะเลือกใช้ Wax ด้วยเหตุผลทางด้านราคา ส่วน Wax-Resin จะให้คุณภาพงานพิมพ์ที่ทนทานกว่าเท่านั้นเอง ก่อนเลือกขอย้ำว่า คุณต้องทดสอบริบบ้อนก่อนซื้อ เพราะแต่ละยี่ห้อมีส่วนผสมของสารเคมีที่ไม่เหมือนกัน แล้วอย่าลืมจดรุ่นของริบบ้อนที่ใช้งานได้ไว้นะครับ (กันลืม)
ในเรื่องของฉลากและริบบ้อนมีให้คุณเลือกมากมายอีกในท้องตลาด ที่ผมยกตัวอย่างมาคือที่เขาใช้กันทั่วๆไป หากคุณต้องการคุณภาพฉลากที่สูงขึ้นก็ต้องสอบถามผู้ขายกันอีกที่ เช่น ฉลากที่กันน้ำ ทนความร้อน ฉีกไม่ขาด เป็นต้น

หวังว่าบทความนี้คงเป็นประโยชน์กับคุณไม่มากก็น้อยนะครับ


ก่อนจะจบบทความนี้ ผมขอแถมเรื่อง  คำว่าบาร์โค้ดเขียนอย่างไรจึงจะถูก ผมเห็นหลายท่านชอบเขียนเป็น "บาร์โค๊ด" ผันตรงตัวเลย แต่ "ค" เป็นอักษรเสียงต่ำ มีรูปวรรณยุกต์แค่ ไม่เอก กับ ไม้โท เท่านั้น คำที่ถูกต้องต้องเขียนว่า "บาร์โค้ด" ใช้ไม้โทเสียงตรี

ขอบคุณครับที่อ่านจนจบ